ประวัติและวิวัฒนาการสังเขปของหลักศาสนศาสตร์คริสตชน

 

 

ประวัติและวิวัฒนาการสังเขปของ

หลักศาสนศาสตร์คริสตชน

The Brief History and Development

  of Christian Theology


โดย ดร.ศิลป์ชัย  เชาว์เจริญรัตน์ 

 

        ศาสนศาสตร์ ( Theology หรือบ้างก็เรียกว่าเทวศาสตร์) หมายถึง “หลักความเชื่อ” ที่คริสตชนยึดถือเป็นสรณะของชีวิต   คริสตชนทั้งหลายย่อมต้องมีหลักความเชื่อเป็นศูนย์กลางการดำเนินชีวิต   และหลักความเชื่อของคริสตชนก็สามารถให้คุณให้โทษกับวิถีชีวิตของเราได้อย่างกว้างขวางและลึกซึ้งอย่างนึกไม่ถึง   คริสตชนจึงควรศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์หลักความเชื่อคริสตชนเพื่อจะได้เห็นการเิิกิดขึ้น การพัฒนาการเจริญเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของหลักความเชื่อประเด็นหลักๆ ของคริสเตียน   ซึ่งก็จะส่งผลทำให้เราเข้าใจได้ว่า หลักความเชื่อที่มีอยู่ทุกวันนี้มีความเป็นมาอย่างไร   ประเด็นอะไรที่ได้ถกจนลงตัวไปแล้ว และอะไรที่ยังคงมีความเห็นแตกต่างกันอยู่  

ประวัติศาสตร์หลักความเชื่อหรือประวัติศาสตร์ศาสนศาสตร์ สามารถแบ่งได้เป็น 5 สมัยหลัก คือ  1.สมัยโบราณ (ศตวรรษแรก-คศ.590)  2.สมัยกลาง (คศ.590-1517)  3.สมัยปฏิรูป (คศ.1517-1750)   4. สมัยใหม่ (คศ.1750-1950)    5.สมัยหลังสมัยใหม่ (คศ.1951-ปัจจุบัน)

 

หลักความเชื่อคริสตชนในสมัยโบราณ (ศตวรรษแรก-คศ.590)

ในคริสตจักรสมัยแรก  หลักความเชื่อคริสตชนจะมีรากฐานอยู่บนข้อเขียนของบรรดาอัครปิตาจารย์ (Apostolic Fathers) ซึ่งหมายถึงบรรดาศิษย์ใกล้ชิดเหล่าอัครสาวกที่ร่วมกันก่อตั้งคริสตจักรใน สมัยแรกขึ้นมา  ข้อเขียนของท่านเหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจากพวกเขาใกล้ชิดและอยู่ร่วมกัีบ พระเยซูและเหล่าอัครสาวก  ข้อเขียนเหล่านี้ได้สอนถึงหลักความเชื่อในหัวข้อหลักๆ อันได้แก่ เรื่องของพระเจ้าตรีเอกานุภาพ   ความเป็นพระเจ้าและนิรันดรภาพของพระคริสต์  ไปจนถึงเรื่องของความรอด

 

คริสตชนยุคนี้ยังต้องนำเสนอหลักความเชื่อในแบบโต้แย้งเพื่อปกป้องความ เชื่อของคริสตชนจากการวิจารณ์และการกล่าวหาของพวกยิวในศาสนายูดาห์  พวกนักปรัชญาและจักรพรรดิโรม

หลักความเชื่อคริสตชนยุคนี้ยังถูกเบี่ยงเบนจากพวกยิวที่พยายามดึงคริสตชนให้หันกลับไปถือธรรมบัญญัิติของโมเสส

 

พวกลัทธินอสติก (Gnostics) ก็พยายามโยงหลักความเชื่อไปเข้ากับหลักปรัชญาที่บอกว่าวัตถุชั่ว จิตวิญญาณดี   พวกมาเชี่ยน (Marcionite) ก็พยายามทำให้การจัดสารบบของพระคัมภีร์ (canon) ไม่เหมาะสม   พวกมอนทานิสท์ก็สอนผิดเรื่องพระวิญญาณบริสุทธิ์และยุคสุดท้าย   ในช่วงต้นนี้ คริสตจักรสมัยแรกต้องประสบกับแรงเสียดทานทั้งรุกและรับ  และโดย มาเชียน (Marcion)  นี่เอง ที่คริสตจักรสมัยแรกต้องมีการกำหนดสารบบของพระคัมภีร์ให้เป็นมาตรฐานว่าเล่ม ใดจัดว่าเป็นพระคัมภีร์เล่มใดไม่ใช่  และในที่สุดก็ได้ 27 เล่มของพันธสัญญาใหม่ออกมา

 

หลักความเชื่อเรื่องพระเจ้าตรีเอกานุภาพได้ถูกท้าทายโดยเอเรียส   การโต้กันกับอเธนาเซียสได้ดึงโลกคริสเีตียนทั้งหมดต้องร่วมวงไปด้วย  จนคศ.325 สภาไนเซียจึงมีมติให้ยึดถือตามทัศนะเดิมที่ว่า พระคริสต์ทรงมีสภาวะเดียวกันกับพระบิดา

 ในช่วงศตวรรษที่ 4 และ 5 คริสตจักรสมัยแรกยังได้ขัดแย้งกันในเรื่องของสองธรรมชาติของพระัคริสต์ มีการประกาศว่าคำสอนไหนถูกคำสอนไหนผิดในสภาไนเซีย คศ.325 และมาจบที่สภาชาลซีดอน คศ.451

 

มีความขัดแย้งระหว่างออกัสตินและเพลาเจียสอย่างรุนแรงเมื่อเพลาเจียสสอนว่า มนุษย์ไม่มีบาปกำเนิด และสามารถเลือกทำดีได้อย่างเสรี  แต่ออกัสตินเน้นเรื่องรอดโดยพระคุณมาก เขาจึงแ้ย้งว่ามนุษย์มีบาปกำเนิด และไม่อาจช่วยตัวเองได้เลย  ต้องพึ่งพระคุณพระเจ้าเท่านั้นจึงจะสามารถรอดพ้นบาปได้   แต่เขาก็สอนด้วยว่าจำเป็นต้องได้รับพิธีบัพติศมาเพื่อล้างบาปก่อน  ในที่สุดจึงเกิดหลักคำสอนของคริสตจักรที่ว่า ต้องรับบัพติศมาจึงจะรอด   และต้องให้บัพติศมาทารก

 


หลักความเชื่อคริสตชนในสมัยกลาง (คศ.590-1517)

การแ่บ่งสมัยคริสตจักรเป็นสมัยกลาง นับจากการที่คริสตจักรเิกิดการปฏิรูป  ช่วงปีคศ.500-1500 มักถูกเรียกว่า ยุคมืด (Dark Ages)  เพราะมีการคอรัปชั่นหนักในหมู่ผู้นำศาสนจักร   จนในที่สุดได้จุดประกายให้เกิดการประท้วงและการปฏิรูปของพวกโปรเตสแต๊นท์ใน สมัยถัดไป

 

ในยุคกลางนี้ ทางศาสนจักร (คาทอลิก) ได้กำหนดหลักความเชื่อของคริสตจักร ออกมาเพิ่มเติมอีกหลายเรื่อง  ได้แก่  คำสอนเรื่องแดนชำระ (Purgatory) ในปี 593    คำสอนให้อธิษฐานต่อนางมารี  ต่อเหล่านักบุญ และต่อทูตสวรรค์ ในปี 600   คำสอนให้จูบเท้าของโป๊ป ในคศ.709   การสถาปนาบาทหลวงบางคนที่ตายไปให้กลายเป็นนักบุญ  คศ.995   คำสอนว่าบาทหลวงต้องเป็นโสด คศ.1079   การสวดโดยใช้ลูกประคำ (Rosary) คศ.1090   คำสอนเรื่องขนมปังและน้ำองุ่นในมหาสนิทกลายเป็นพระกายและพระโลหิตจริง และการต้องสารภาพบาปต่อบาทหลวง คศ.1215   และคำสอนเรื่องเจ็ดพิธี ในคศ.1439

 

มีความขัดแ้ย้งด้านความเชื่อหลายอย่างในยุคนี้ ตั้งแ่ต่เรื่องที่มีการใช้รูปและรูปปั้นในการบูชานมัสการ เป็นส่วนหนึ่งของแนวปฏิบัติของคริสตจักรคาทอลิก (หรือเรียกว่าคริสตจักรตะวันตก   ส่วนตะวันออกคือคริสตจักรออโธด๊อกซ์)     ความขัดแย้งเรื่องที่ว่าพระบิดาเท่านั้นที่ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือว่าพระบิดาและพระบุตรร่วมกันประทาน    ความขัดแ้ย้งในคำสอนเรื่องการทรงเลือกไว้ล่วงหน้าว่าจะให้ใครรอด (Predestination)  ซึ่งทำให้เกิดการปฏิเสธเรื่องการทรงเลือกตามทัศนะของก๊อตชอล์ค (Gottschalk’s Predestination)  ความขัดแย้งในคำสอนเรื่องพิธีมหาสนิทซึ่งทำให้เกิดคำสอนเรื่องการแปลงสาร (Transubstantiation – ขนมปังและน้ำองุ่นกลายเป็นเนื้อและพระโลหิตจริง)    ไปจนถึงความขัดแ้ย้งในคำสอนเรื่องการไถ่บาปด้วย

 

ในสมัยกลางนี้ยังมีการพัฒนาการนำเสนอหลักความเืชื่อโดยใช้หลักเหตุผลหรือ ปรัชญามาช่วยอธิบาย  โธมัส อไควนัสเป็นคนที่เด่นที่สุดในสมัยนี้

 

ในยุคนี้ คริสตจักรคาทอลิกได้ค่อยๆ เคลือนออกจากแนวคำสอนของออกัสติน จึงมีคำสอนอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ เช่น คำสอนว่า ในการจะได้ความรอดและการชำระให้่บริสุทธิ์  มนุษย์มีส่วนกระทำร่วมสกับพระเจ้าด้วย (ไม่ใช่พระเจ้าทำฝ่ายเดียวเท่านั้น)   การกระทำของมนุษย์ได้กลายเป็นส่วนสำคัญในการจะได้รับความรอดและการชำระให้บริสุทธ์   โดยเฉพาะต้องมีการทำเจ็ดพิธี   นอกจากนี้ คำสอนเรื่องโป๊ปมีสิทธิอำนาจสูงสุดก็เกิดขึนในยุคนี้  โดยโป๊ปได้รับการถือว่าเป็น “ผู้แทนพระคริสต์”   ส่งผลทำให้ถือว่าทุกคนต้องยอมอยู่ใต้อำนาจของโป๊ป ทั้งในทางศาสนาและทางการเมืองการปกครองด้วย 

 

หลักความเชื่อคริสตชนในสมัยปฏิรูป (คศ.1517-1750)

ในสมัยนี้มีบุคคลเด่นๆ อยู่หลายคน ที่เด่นที่สุดคือ มาร์ติน ลูเธอร์  บาทหลวงคาทอลิกคนหนึ่ง ได้จุดประกายการปฏิรูป โดยการที่เขาตอกแำถลงการณ์ 95 ข้อต่อต้านคำสอนของคริสตจักรคาทอลิกบนประตูของวิหารวิทเตนเบิร์ก  เยอรมัน ในวันที่ 31 ตุลาคม คศ.1517   ลูเธอร์มีประสบการณ์การกลับใจใหม่ที่พึ่งในพระคุณที่รับโดยความเชื่อ   และความจริงนี้ได้กลายเป็นแรงจูงใจที่ผลักดันชีวิตเขา  เขาเน้นให้กลับไปหาพระคัมภีร์ เพราะถือว่าพระคัมภีร์เป็นสิทธิอำนาจสูงสุดในชีวิตของผู้เชื่อ (ไ่ม่ใช่โป๊ป)  ท้ายที่สุดก็ก่อให้เกิดนิกายโปรเตสแต๊นท์ขึ้นมา (Protestant แปลว่า “พวกประท้วง”)     ยุคนี้จึงมีการเน้นให้กลับไปศึกษาพระคัมภีร์  โดยเฉพาะเวลานั้นได้มีการพิมพ์พระคัมภีร์ภาษากรีกโดยอีราสมัส

 

คนต่อมาคือจอห์น คาลวิน  (John Calvin) ผู้ปฏิรูปชาวสวิส  มีฐานะเป็นศิษยาภิบาล  นักเขียน  นักการเมือง  และนักตีความหมายพระคัมภีร์แบบเป็นวิทยาศาสตร์  งานเขียนเล่มโตของเขาที่ชื่อ “Institutes of the Christian Religion” ได้กลายเป็นรากฐานของหลักความเชื่อโปรเตสแต๊นท์เป็นเวลานานหลายศตวรรษ   คาลวินเน้นถึงอธิปไตยของพระเจ้าว่าทรงมีสิทธิสมบูรณ์  จะทรงให้ใครรอดไม่รอดก็ได้   ทุกอย่างถููกพระองค์ลิขิตไว้แล้วตามพระลิขิตตั้งแต่อดีตนิรันดร์

 

ต่อมาคือ อูริค สวิงลี่ ผู้ซึ่งโดยพื้นฐานก็ดำิเนินตามหลักคำสอนของคาลวิน  เขาได้มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มอนาแบ๊บติสต์  โดยเฉพาะในคำสอนเรื่องพิธีมหาสนิท  ซึ่งกลุ่มอนาแบ๊บติสต์ถือว่าขนมปังและน้ำองุ่นในพิธีเป็นเพียงสิ่งที่ใช้ ระลึกถึงพระคริสต์เท่านั้น (ไม่ใช่ถูกแปลงสารกลายเป็นเนื้อและพระโลหิตจริง)   ไปจนถึงการสอนให้ปฏิเสธทุกสิ่งที่พระคัมภีร์ไม่ได้สนับสนุน    คำสอนของสวิงลี่ทำให้การปฏิรูปไปไกลกว่าที่ลูเธอร์และคาลวินทำไว้เสียอีก

 

หลักความเชื่อเรื่องการไถ่่บาปได้กลายเป็นประเด็นขัดแ้ย้งที่ใหญ่ที่สุดใน สมัยนี้   ขณะที่ลูเธอร์และคาลวินเน้นว่าการไถ่บาปคือการที่พระคริสต์มารับโทษแทนมนุษย์   โซชินัสไม่ยอมรับแนวทางดังกล่าว  โกรเทียสก็สอนว่าการตายของพระคริสต์เป็นเพียงการ “จ่ายเชิงสัญญลักษณ์” แก่พระเจ้า   ส่วนคำสอนของอาร์มีเนียนก็ปฏิเสธความหมายที่เคร่งครัดในเรื่องการไถ่โทษแทนมนุษย์เช่นกัน

 

หลักความเชื่อเรื่องพิธีมหาสนิทได้กลายเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกในยุคปฏิรูป   ศาสนศาสตร์ของคณะลูเธอแรนเน้นว่าในพิธีนี้พระคริสต์ปรากฎอยู่ล้อมรอบขนมปัง และน้ำองุ่น   ศาสนศาสตร์รีฟอร์มเน้นว่าพิธีนี้ทำให้พระคุณได้เข้ามาในตัวผู้ทานขนมปังและน้ำองุ่น  สวิงลี่สอนว่าพิธีนี้เป็นเพียงการระลึกถึง  ไม่มีพระคุณอะไรเข้ามาในตัวเมื่อทานขนมปังและน้ำ้องุ่น

 

นอกจากนี้ กลุ่มอนาแบ๊บติสต์ได้มีอิทธิพลต่อหลักความเชื่อเืรื่องคริสตจักรโดยการเน้น ว่า บัีพติศมาต้องให้แก่ผู้ที่เชื่อเท่านั้น ซึ่งก็เท่ากับว่าต้องปฏิเสธการให้บัพติศมาแก่เด็กดังแนวทางของคาทอลิก

 

หลักความเชื่อคริสตชนในสมัยใหม่ (คศ.1750-1950)


        ศาสนศาสตร์สมัยใหม่ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Enlightenment) และผลกระทบอื่นๆ ที่ตามมา    การฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการทำให้ผู้คนหันมาึยึดถือมนุษย์และเหตุผลเป็นศูนย์ กลาง  ไม่ใช่ึยึดถือพระคัมภีร์และคำสอนของคริสตจักรอีกต่อไป      นักปรัชญาและนักศาสนศาสตร์แห่งศตวรรษที่ 18 ก็ยึดถือทัศนะดังกล่าวไปด้วย   อิมมานูเอล ค้านท์ เน้นความสำคัญของเหตุผลและปฏิเสธทุกอย่างที่อยู่นอกเหนือจากนั้น  เฟดเดอริค ชไลมาเคอร์ปฏิเสธหลักความเชื่อทางศาสนาทั้งหมด  และเน้นความสำคัญของความรู้สึกในศาสนาแทน   จอร์จ เฮเกลมองศาสนาเป็นวิวัฒนาการคงที่ทีมีทัศนะตรงข้ามกันสองขั้ว   ทั้งสามคนนี้เป็นแนวคิดหลักของศาสนศาสตร์สมัยใหม่   ซึ่งรากฐานของศาสนศาสตร์สมัยใหม่ก็คือการเน้นที่เหตุผลของมนุษย์ การปฏิเสธเรื่องเหนือธรรมชาติ  และการถือว่าพระคัมภีร์มีข้อผิดพลาด  ศาสนศาสตร์ที่อยู่บนฐานแนวคิดนี้เรียกว่าศาสนศาสตร์แนว “เสรีนิยม” (Liberal Theology)

แต่พอถึงปี 1919 ศาสนศาสตร์สมัยใหม่ได้พลิกกลับ เมื่อคาร์ล บา์ร์ธ ซึ่งอบรมมาทางศาสนศาสตร์แนวเสรีนิยม  ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของศาสนศาสตร์สมัยใหม่ที่กล่าวมา แต่ก็ไม่ถึงกับหันกลับไปสู่ศาสนศาสตร์แบบอนุรักษ์แบบเดิมเสียทั้งหมด   เขาได้คิดศาสนศาสตร์แนวใหม่ขึ้นมา เรียกว่า “นีโอออโธด๊อกซ์” (Neo-orthodox บางท่านแปลคำนี้ว่า “นวสัมมาิทิฐิ”  หรือแต่แปลตรงตัวได้ว่าความเชื่อถูกต้องแนวใหม่)  ศาสนศาสตร์นีโอออโธด๊อกซ์เน้นถึงการมีประสบการณ์กับพระเจ้าผ่านด้วย “การก้าวกระโดดทางความเชื่อ” (leap of faith)   อย่างไรก็ตาม บรรดานักศาสนศาสตร์ที่ยึดแนวนี้ก็มีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างกว้างขวาง  แต่ิสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือทุกคนไม่ถือว่าพระคัมภีร์ไบเบิลถูกเขียนขึ้น โดยได้รับการดลใจจากพระเจ้า  พระคัมภีร์เป็นเพียงเรื่องเล่ามากกว่าที่จะเป็นประวัติศาสตร์  หลายรูปแบบของศาสนศาสตร์สมัยใหม่ได้วิวัฒนาการจากแนวเสรีนิยม ไปสู่แนวนีโอออโธด๊อกซ์

 

นอกจากนี้ ในขณะที่แนวศาสนศาสตร์ต่างๆ ทั้งของคาทอลิก  ของโปรเตสแต๊นท์แนวอนุรักษ์  โปรเตสแต๊นท์แนวเสรีนิยม  และแนวนีโอออโธด๊อกซ์ ดำเนินไป  ก็ยังมีศาสนศาสตร์อื่นๆ เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ  แต่เนื้อหาหลักๆ มักจะเหมือนกับศาสนศาสตร์แนวต่างๆ ที่ว่ามาแล้ว เพียงแต่จะมีข้อปลีกย่อยเพิ่มเติม เช่น  ในปี 1906 ก็เกิดกระแสความเชื่อแบบเพนเทคอสต์ (Pentacostal) ซึ่งมีแนวศาสนศาสตร์เช่นเดียวกับแนวโปรเตสแต๊นท์อนุรักษ์ทั่ว ไป  แต่เน้นว่า หลังรับเชื่อ คริสเตียนทุกคนยังสามารถมีประสบการณ์พิเศษกับพระวิญญาณบริสุทธิ์  ซึ่งแสดงออกในการพูดภาษาแปลกๆ  เรียกว่า “บัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์”  ซึ่งก็ก่อให้เกิดข้อโต้แย้งกันในสังคมคริสตชนมากทีเดียว   นอกจากนี้ยุคนี้ก็ัยังมีลัทธิเทียมเท็จเกิดขึ้นอีกมากมายเช่นกัน  

 

หลักความเชื่อคริสตชนในสมัยโพสท์โมเดิร์นหรือหลังสมัยใหม่ (1951-ปัจจุบัน)

ตลอดมาจนมาถึงช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 ศาสนจักรคาทอลิกยังมองคริสเตียนโปรเตสแต๊นท์ว่าเป็นพวกเทียมเท็จ  แต่เืมื่อมาถึงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ได้มีการแถลงการณ์ของวาติกันครั้งที่ 2 (Vatican II) ซึ่งเน้นการมุ่งรวมคริสตชนทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียวกัน (Ecumenism)  โดยคาทอลิกได้เปลี่ยนท่าทีมาถือว่าโปรเตสแต๊นท์ไม่ถือว่าเป็น “พวกเทียมเท็จ” อีกต่อไปแต่ถือเป็น “พี่น้องที่แยกตัวไป” (seperated brethen) แม้ว่าคาทอลิกยังถือว่าคำสอนหลายอย่างของโปรเตสแต๊นท์ยังเป็น “เทียมเท็จ” อยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การถือว่าพระคัมภีร์เป็นหลักความเชื่อสูงสุดเพียงอันเดียว  ความเชื่อเท่านั้นที่นำสู่ความรอด   ไม่ถือปฏิบัติ 7 พิธี   การปฏิเสธเรื่องบาทหลวง  และการถือเรื่องการเป็นปุโรหิตหลวงเท่าเทียมกันของผู้เชื่อทุกคน

 

ส่วนในด้านศาสนศาสตร์ฝั่งของโปรเตสแต๊นท์  ได้เกิดศาสนศาสตร์แนวใหม่ๆ ขึ้นมา โดยอิงกับงานเขียนทางปรัชญาโพสท์โมเดิร์น  เริ่มในช่วงต้นของทศวรรษ 1980  เนื้อหาของศาสนศาสตร์สมัยนี้ มีอยู่หลายแนว  และมักไม่ได้มีหลักเกณฑ์ตายตัวแน่ชัด   ศาสนศาสตร์บางแนวจะเน้นไปในทางการแสวงหาการรวมตัวของคริสตชนทุกนิกาย (Ecumenical Theology)  บางแนวเน้นไปสู่เรื่องทางสังคม เช่น เรื่องสิทธิสตรี (Feminist Theology)   การต่อสู้เพื่อคนยากจนและการสร้างความเป็นธรรมในสังคม (Liberation Theology)   มีลัทธิเทียมเท็จใหม่ๆ เกิดขึ้นอีก   อย่างไรก็ตามก็มีกระแสศาสนศาสตร์ที่้เน้นการกลับไปสู่แนวทางดั้งเดิมอย่าง เคร่งครัด และปฏิเสธแนวคิดอื่นอย่างสิ้นเชิง (Fundamentalism)

 

สรุป

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพคร่าวๆ ของพัฒนาการของหลักความเชื่อหรือศาสนศาสตร์ของคริสตชน   ทุกวันนี้ศาสนศาสตร์ก็ยังคงไม่หยุดนิ่ง ของเดิมก็ยังอยู่  ของใหม่ก็เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ   และทุกแนวก็ล้วนเชื่อว่าแนวของตนนั้นถูกต้องที่สุด   ซึ่งย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ทุกแนวจะถูกไปหมด  แนวความเชื่อแนวคำสอนที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจนย่อมต้องมีฝ่ายถูกและฝ่ายผิด

 

แต่ก็เป็นได้อีกว่าอาจจะผิดทั้งคู่  หรืออาจถูกส่วนเดียวทั้งคู่

มีหลายคำถามที่เราน่าจะคิดต่อจากจุดนี้ ก็คือ  เราควรต้องทราบถึงวิธีที่จะวัดว่าหลักความเชื่อใดถูก ความเชื่อใดผิด?

และที่บอกว่าความเชื่อใดผิดนั้นผิดแค่ไหน   ผิดเพียงแค่ “เพี้ยน”  หรือในระดับที่เรียกว่า “เทียมเท็จ”   หรือบางเรื่องก็อาจไม่ถือว่าผิด ถือว่าเป็นเรื่องที่เห็นต่างกันได้  ไม่มีใครผิด

นอกจากนี้ วิธีวัดถูกผิดที่ว่านี้ ก็ต้องถูกตรวจสอบด้วยว่า สามารถวัดได้ถูกต้องจริงหรือไม่?  เป็นวิธีที่มีมาตรฐานเชื่อถือได้หรือไม่?

ไปจนถึงควรทราบว่า… เราควรปฏิบัติอย่างไรต่อผู้ที่อยู่ในหลักความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง หรือเชื่อต่างจากเรา?

 

นี่ก็เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องคุยกันต่อไป

(เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 28 เมษายน 2009)  


ไม่พบข่าวที่เกี่ยวข้อง.

2 Responses to ประวัติและวิวัฒนาการสังเขปของหลักศาสนศาสตร์คริสตชน

  1. อยากทราบว่าลัทธิเทียมเท็จในศตวรรษ 18-19 มีลัทธิอะไรบ้างครับ

  2. เอษรา ขาวเอี่ยม

    หลายครั้งและหลายเรื่อง คริสเตียนเราเพิ่มเข้าไปเอง เห็นได้จากการพัฒนาของศาสนศาตร์ที่ยังไม่หยุดนิ่ง นั้นหมายถึงอะไร?หมายความว่า เราที่อยู่ในปัจจุบันนี้มีความเข้าใจในพระคัมภีร์มากกว่าคริสเตียนในยุคแรกหรือ? ศาสนศาตร์แนะคับไม่ใช่วิทยาศาสตร์ ศาสนศาสตร์คือการเปิดเผยของพระเจ้า มันขึ้นอยู่กับว่าชีวิตของคุณถูกต้องและสอดคล้องกับพระคัมภีร์มากขนาดไหน?ไม่ใช่ เอาความเข้าใจของเราไปชี้ว่าคนอื่น ผิด ถูก เพี้ยน เทียมเท็จ นี้หรือคืองานของนักศาสนศาสตร์? ต้นไม้ดีย่อมให้ผลดี ต้นไม้เลวย่อมให้ผลเลว ทุกคนมีตาที่จะมองเห็นได้ว่าแต่ละคนเป็นต้นไม้ประเภทไหน?ดีหรือเลว และวันสุดท้ายพระเจ้าเป็นผู้ตัดสิน ความเห็นของผมคือ เราควรกับไปที่พระคัมภีร์ ตามบริบทของพระคัมภีร์ให้มากที่สุด ไม่ใช้อธิบายพระคัมภีร์ตามบริบทของเรา(ในช่วงเวลาของเรา)พระเยซูว่าอย่างไร?เปาโลว่าอย่างไร?อัครทูตอื่นพูดอย่างไร?นั้นควรจะเป็นศาสนศาตร์ที่เราควรเชื่อและยึดไว้

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Connect with Facebook

*

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>