ศาสนศาสตร์ ( Theology หรือบ้างก็เรียกว่าเทวศาสตร์) หมายถึง “หลักความเชื่อ” ที่คริสตชนยึดถือเป็นสรณะของชีวิต คริสตชนทั้งหลายย่อมต้องมีหลักความเชื่อเป็นศูนย์กลางการดำเนินชีวิต และหลักความเชื่อของคริสตชนก็สามารถให้คุณให้โทษกับวิถีชีวิตของเราได้อย่างกว้างขวางและลึกซึ้งอย่างนึกไม่ถึง คริสตชนจึงควรศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์หลักความเชื่อคริสตชนเพื่อจะได้เห็นการเิิกิดขึ้น การพัฒนาการเจริญเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของหลักความเชื่อประเด็นหลักๆ ของคริสเตียน ซึ่งก็จะส่งผลทำให้เราเข้าใจได้ว่า หลักความเชื่อที่มีอยู่ทุกวันนี้มีความเป็นมาอย่างไร ประเด็นอะไรที่ได้ถกจนลงตัวไปแล้ว และอะไรที่ยังคงมีความเห็นแตกต่างกันอยู่
หลักความเชื่อคริสตชนในสมัยโบราณ (ศตวรรษแรก-คศ.590)
ในคริสตจักรสมัยแรก หลักความเชื่อคริสตชนจะมีรากฐานอยู่บนข้อเขียนของบรรดาอัครปิตาจารย์ (Apostolic Fathers) ซึ่งหมายถึงบรรดาศิษย์ใกล้ชิดเหล่าอัครสาวกที่ร่วมกันก่อตั้งคริสตจักรใน สมัยแรกขึ้นมา ข้อเขียนของท่านเหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจากพวกเขาใกล้ชิดและอยู่ร่วมกัีบ พระเยซูและเหล่าอัครสาวก ข้อเขียนเหล่านี้ได้สอนถึงหลักความเชื่อในหัวข้อหลักๆ อันได้แก่ เรื่องของพระเจ้าตรีเอกานุภาพ ความเป็นพระเจ้าและนิรันดรภาพของพระคริสต์ ไปจนถึงเรื่องของความรอด
คริสตชนยุคนี้ยังต้องนำเสนอหลักความเชื่อในแบบโต้แย้งเพื่อปกป้องความ เชื่อของคริสตชนจากการวิจารณ์และการกล่าวหาของพวกยิวในศาสนายูดาห์ พวกนักปรัชญาและจักรพรรดิโรม
หลักความเชื่อคริสตชนยุคนี้ยังถูกเบี่ยงเบนจากพวกยิวที่พยายามดึงคริสตชนให้หันกลับไปถือธรรมบัญญัิติของโมเสส
พวกลัทธินอสติก (Gnostics) ก็พยายามโยงหลักความเชื่อไปเข้ากับหลักปรัชญาที่บอกว่าวัตถุชั่ว จิตวิญญาณดี พวกมาเชี่ยน (Marcionite) ก็พยายามทำให้การจัดสารบบของพระคัมภีร์ (canon) ไม่เหมาะสม พวกมอนทานิสท์ก็สอนผิดเรื่องพระวิญญาณบริสุทธิ์และยุคสุดท้าย ในช่วงต้นนี้ คริสตจักรสมัยแรกต้องประสบกับแรงเสียดทานทั้งรุกและรับ และโดย มาเชียน (Marcion) นี่เอง ที่คริสตจักรสมัยแรกต้องมีการกำหนดสารบบของพระคัมภีร์ให้เป็นมาตรฐานว่าเล่ม ใดจัดว่าเป็นพระคัมภีร์เล่มใดไม่ใช่ และในที่สุดก็ได้ 27 เล่มของพันธสัญญาใหม่ออกมา
หลักความเชื่อเรื่องพระเจ้าตรีเอกานุภาพได้ถูกท้าทายโดยเอเรียส การโต้กันกับอเธนาเซียสได้ดึงโลกคริสเีตียนทั้งหมดต้องร่วมวงไปด้วย จนคศ.325 สภาไนเซียจึงมีมติให้ยึดถือตามทัศนะเดิมที่ว่า พระคริสต์ทรงมีสภาวะเดียวกันกับพระบิดา
ในช่วงศตวรรษที่ 4 และ 5 คริสตจักรสมัยแรกยังได้ขัดแย้งกันในเรื่องของสองธรรมชาติของพระัคริสต์ มีการประกาศว่าคำสอนไหนถูกคำสอนไหนผิดในสภาไนเซีย คศ.325 และมาจบที่สภาชาลซีดอน คศ.451
มีความขัดแย้งระหว่างออกัสตินและเพลาเจียสอย่างรุนแรงเมื่อเพลาเจียสสอนว่า มนุษย์ไม่มีบาปกำเนิด และสามารถเลือกทำดีได้อย่างเสรี แต่ออกัสตินเน้นเรื่องรอดโดยพระคุณมาก เขาจึงแ้ย้งว่ามนุษย์มีบาปกำเนิด และไม่อาจช่วยตัวเองได้เลย ต้องพึ่งพระคุณพระเจ้าเท่านั้นจึงจะสามารถรอดพ้นบาปได้ แต่เขาก็สอนด้วยว่าจำเป็นต้องได้รับพิธีบัพติศมาเพื่อล้างบาปก่อน ในที่สุดจึงเกิดหลักคำสอนของคริสตจักรที่ว่า ต้องรับบัพติศมาจึงจะรอด และต้องให้บัพติศมาทารก
หลักความเชื่อคริสตชนในสมัยกลาง (คศ.590-1517)
การแ่บ่งสมัยคริสตจักรเป็นสมัยกลาง นับจากการที่คริสตจักรเิกิดการปฏิรูป ช่วงปีคศ.500-1500 มักถูกเรียกว่า ยุคมืด (Dark Ages) เพราะมีการคอรัปชั่นหนักในหมู่ผู้นำศาสนจักร จนในที่สุดได้จุดประกายให้เกิดการประท้วงและการปฏิรูปของพวกโปรเตสแต๊นท์ใน สมัยถัดไป
ในยุคกลางนี้ ทางศาสนจักร (คาทอลิก) ได้กำหนดหลักความเชื่อของคริสตจักร ออกมาเพิ่มเติมอีกหลายเรื่อง ได้แก่ คำสอนเรื่องแดนชำระ (Purgatory) ในปี 593 คำสอนให้อธิษฐานต่อนางมารี ต่อเหล่านักบุญ และต่อทูตสวรรค์ ในปี 600 คำสอนให้จูบเท้าของโป๊ป ในคศ.709 การสถาปนาบาทหลวงบางคนที่ตายไปให้กลายเป็นนักบุญ คศ.995 คำสอนว่าบาทหลวงต้องเป็นโสด คศ.1079 การสวดโดยใช้ลูกประคำ (Rosary) คศ.1090 คำสอนเรื่องขนมปังและน้ำองุ่นในมหาสนิทกลายเป็นพระกายและพระโลหิตจริง และการต้องสารภาพบาปต่อบาทหลวง คศ.1215 และคำสอนเรื่องเจ็ดพิธี ในคศ.1439
มีความขัดแ้ย้งด้านความเชื่อหลายอย่างในยุคนี้ ตั้งแ่ต่เรื่องที่มีการใช้รูปและรูปปั้นในการบูชานมัสการ เป็นส่วนหนึ่งของแนวปฏิบัติของคริสตจักรคาทอลิก (หรือเรียกว่าคริสตจักรตะวันตก ส่วนตะวันออกคือคริสตจักรออโธด๊อกซ์) ความขัดแย้งเรื่องที่ว่าพระบิดาเท่านั้นที่ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือว่าพระบิดาและพระบุตรร่วมกันประทาน ความขัดแ้ย้งในคำสอนเรื่องการทรงเลือกไว้ล่วงหน้าว่าจะให้ใครรอด (Predestination) ซึ่งทำให้เกิดการปฏิเสธเรื่องการทรงเลือกตามทัศนะของก๊อตชอล์ค (Gottschalk’s Predestination) ความขัดแย้งในคำสอนเรื่องพิธีมหาสนิทซึ่งทำให้เกิดคำสอนเรื่องการแปลงสาร (Transubstantiation – ขนมปังและน้ำองุ่นกลายเป็นเนื้อและพระโลหิตจริง) ไปจนถึงความขัดแ้ย้งในคำสอนเรื่องการไถ่บาปด้วย
ในสมัยกลางนี้ยังมีการพัฒนาการนำเสนอหลักความเืชื่อโดยใช้หลักเหตุผลหรือ ปรัชญามาช่วยอธิบาย โธมัส อไควนัสเป็นคนที่เด่นที่สุดในสมัยนี้
ในยุคนี้ คริสตจักรคาทอลิกได้ค่อยๆ เคลือนออกจากแนวคำสอนของออกัสติน จึงมีคำสอนอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ เช่น คำสอนว่า ในการจะได้ความรอดและการชำระให้่บริสุทธิ์ มนุษย์มีส่วนกระทำร่วมสกับพระเจ้าด้วย (ไม่ใช่พระเจ้าทำฝ่ายเดียวเท่านั้น) การกระทำของมนุษย์ได้กลายเป็นส่วนสำคัญในการจะได้รับความรอดและการชำระให้บริสุทธ์ โดยเฉพาะต้องมีการทำเจ็ดพิธี นอกจากนี้ คำสอนเรื่องโป๊ปมีสิทธิอำนาจสูงสุดก็เกิดขึนในยุคนี้ โดยโป๊ปได้รับการถือว่าเป็น “ผู้แทนพระคริสต์” ส่งผลทำให้ถือว่าทุกคนต้องยอมอยู่ใต้อำนาจของโป๊ป ทั้งในทางศาสนาและทางการเมืองการปกครองด้วย
หลักความเชื่อคริสตชนในสมัยปฏิรูป (คศ.1517-1750)
ในสมัยนี้มีบุคคลเด่นๆ อยู่หลายคน ที่เด่นที่สุดคือ มาร์ติน ลูเธอร์ บาทหลวงคาทอลิกคนหนึ่ง ได้จุดประกายการปฏิรูป โดยการที่เขาตอกแำถลงการณ์ 95 ข้อต่อต้านคำสอนของคริสตจักรคาทอลิกบนประตูของวิหารวิทเตนเบิร์ก เยอรมัน ในวันที่ 31 ตุลาคม คศ.1517 ลูเธอร์มีประสบการณ์การกลับใจใหม่ที่พึ่งในพระคุณที่รับโดยความเชื่อ และความจริงนี้ได้กลายเป็นแรงจูงใจที่ผลักดันชีวิตเขา เขาเน้นให้กลับไปหาพระคัมภีร์ เพราะถือว่าพระคัมภีร์เป็นสิทธิอำนาจสูงสุดในชีวิตของผู้เชื่อ (ไ่ม่ใช่โป๊ป) ท้ายที่สุดก็ก่อให้เกิดนิกายโปรเตสแต๊นท์ขึ้นมา (Protestant แปลว่า “พวกประท้วง”) ยุคนี้จึงมีการเน้นให้กลับไปศึกษาพระคัมภีร์ โดยเฉพาะเวลานั้นได้มีการพิมพ์พระคัมภีร์ภาษากรีกโดยอีราสมัส
คนต่อมาคือจอห์น คาลวิน (John Calvin) ผู้ปฏิรูปชาวสวิส มีฐานะเป็นศิษยาภิบาล นักเขียน นักการเมือง และนักตีความหมายพระคัมภีร์แบบเป็นวิทยาศาสตร์ งานเขียนเล่มโตของเขาที่ชื่อ “Institutes of the Christian Religion” ได้กลายเป็นรากฐานของหลักความเชื่อโปรเตสแต๊นท์เป็นเวลานานหลายศตวรรษ คาลวินเน้นถึงอธิปไตยของพระเจ้าว่าทรงมีสิทธิสมบูรณ์ จะทรงให้ใครรอดไม่รอดก็ได้ ทุกอย่างถููกพระองค์ลิขิตไว้แล้วตามพระลิขิตตั้งแต่อดีตนิรันดร์
ต่อมาคือ อูริค สวิงลี่ ผู้ซึ่งโดยพื้นฐานก็ดำิเนินตามหลักคำสอนของคาลวิน เขาได้มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มอนาแบ๊บติสต์ โดยเฉพาะในคำสอนเรื่องพิธีมหาสนิท ซึ่งกลุ่มอนาแบ๊บติสต์ถือว่าขนมปังและน้ำองุ่นในพิธีเป็นเพียงสิ่งที่ใช้ ระลึกถึงพระคริสต์เท่านั้น (ไม่ใช่ถูกแปลงสารกลายเป็นเนื้อและพระโลหิตจริง) ไปจนถึงการสอนให้ปฏิเสธทุกสิ่งที่พระคัมภีร์ไม่ได้สนับสนุน คำสอนของสวิงลี่ทำให้การปฏิรูปไปไกลกว่าที่ลูเธอร์และคาลวินทำไว้เสียอีก
หลักความเชื่อเรื่องการไถ่่บาปได้กลายเป็นประเด็นขัดแ้ย้งที่ใหญ่ที่สุดใน สมัยนี้ ขณะที่ลูเธอร์และคาลวินเน้นว่าการไถ่บาปคือการที่พระคริสต์มารับโทษแทนมนุษย์ โซชินัสไม่ยอมรับแนวทางดังกล่าว โกรเทียสก็สอนว่าการตายของพระคริสต์เป็นเพียงการ “จ่ายเชิงสัญญลักษณ์” แก่พระเจ้า ส่วนคำสอนของอาร์มีเนียนก็ปฏิเสธความหมายที่เคร่งครัดในเรื่องการไถ่โทษแทนมนุษย์เช่นกัน
หลักความเชื่อเรื่องพิธีมหาสนิทได้กลายเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกในยุคปฏิรูป ศาสนศาสตร์ของคณะลูเธอแรนเน้นว่าในพิธีนี้พระคริสต์ปรากฎอยู่ล้อมรอบขนมปัง และน้ำองุ่น ศาสนศาสตร์รีฟอร์มเน้นว่าพิธีนี้ทำให้พระคุณได้เข้ามาในตัวผู้ทานขนมปังและน้ำองุ่น สวิงลี่สอนว่าพิธีนี้เป็นเพียงการระลึกถึง ไม่มีพระคุณอะไรเข้ามาในตัวเมื่อทานขนมปังและน้ำ้องุ่น
นอกจากนี้ กลุ่มอนาแบ๊บติสต์ได้มีอิทธิพลต่อหลักความเชื่อเืรื่องคริสตจักรโดยการเน้น ว่า บัีพติศมาต้องให้แก่ผู้ที่เชื่อเท่านั้น ซึ่งก็เท่ากับว่าต้องปฏิเสธการให้บัพติศมาแก่เด็กดังแนวทางของคาทอลิก
หลักความเชื่อคริสตชนในสมัยใหม่ (คศ.1750-1950)
ศาสนศาสตร์สมัยใหม่ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Enlightenment) และผลกระทบอื่นๆ ที่ตามมา การฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการทำให้ผู้คนหันมาึยึดถือมนุษย์และเหตุผลเป็นศูนย์ กลาง ไม่ใช่ึยึดถือพระคัมภีร์และคำสอนของคริสตจักรอีกต่อไป นักปรัชญาและนักศาสนศาสตร์แห่งศตวรรษที่ 18 ก็ยึดถือทัศนะดังกล่าวไปด้วย อิมมานูเอล ค้านท์ เน้นความสำคัญของเหตุผลและปฏิเสธทุกอย่างที่อยู่นอกเหนือจากนั้น เฟดเดอริค ชไลมาเคอร์ปฏิเสธหลักความเชื่อทางศาสนาทั้งหมด และเน้นความสำคัญของความรู้สึกในศาสนาแทน จอร์จ เฮเกลมองศาสนาเป็นวิวัฒนาการคงที่ทีมีทัศนะตรงข้ามกันสองขั้ว ทั้งสามคนนี้เป็นแนวคิดหลักของศาสนศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งรากฐานของศาสนศาสตร์สมัยใหม่ก็คือการเน้นที่เหตุผลของมนุษย์ การปฏิเสธเรื่องเหนือธรรมชาติ และการถือว่าพระคัมภีร์มีข้อผิดพลาด ศาสนศาสตร์ที่อยู่บนฐานแนวคิดนี้เรียกว่าศาสนศาสตร์แนว “เสรีนิยม” (Liberal Theology)

แต่พอถึงปี 1919 ศาสนศาสตร์สมัยใหม่ได้พลิกกลับ เมื่อคาร์ล บา์ร์ธ ซึ่งอบรมมาทางศาสนศาสตร์แนวเสรีนิยม ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของศาสนศาสตร์สมัยใหม่ที่กล่าวมา แต่ก็ไม่ถึงกับหันกลับไปสู่ศาสนศาสตร์แบบอนุรักษ์แบบเดิมเสียทั้งหมด เขาได้คิดศาสนศาสตร์แนวใหม่ขึ้นมา เรียกว่า “นีโอออโธด๊อกซ์” (Neo-orthodox บางท่านแปลคำนี้ว่า “นวสัมมาิทิฐิ” หรือแต่แปลตรงตัวได้ว่าความเชื่อถูกต้องแนวใหม่) ศาสนศาสตร์นีโอออโธด๊อกซ์เน้นถึงการมีประสบการณ์กับพระเจ้าผ่านด้วย “การก้าวกระโดดทางความเชื่อ” (leap of faith) อย่างไรก็ตาม บรรดานักศาสนศาสตร์ที่ยึดแนวนี้ก็มีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างกว้างขวาง แต่ิสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือทุกคนไม่ถือว่าพระคัมภีร์ไบเบิลถูกเขียนขึ้น โดยได้รับการดลใจจากพระเจ้า พระคัมภีร์เป็นเพียงเรื่องเล่ามากกว่าที่จะเป็นประวัติศาสตร์ หลายรูปแบบของศาสนศาสตร์สมัยใหม่ได้วิวัฒนาการจากแนวเสรีนิยม ไปสู่แนวนีโอออโธด๊อกซ์
นอกจากนี้ ในขณะที่แนวศาสนศาสตร์ต่างๆ ทั้งของคาทอลิก ของโปรเตสแต๊นท์แนวอนุรักษ์ โปรเตสแต๊นท์แนวเสรีนิยม และแนวนีโอออโธด๊อกซ์ ดำเนินไป ก็ยังมีศาสนศาสตร์อื่นๆ เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ แต่เนื้อหาหลักๆ มักจะเหมือนกับศาสนศาสตร์แนวต่างๆ ที่ว่ามาแล้ว เพียงแต่จะมีข้อปลีกย่อยเพิ่มเติม เช่น ในปี 1906 ก็เกิดกระแสความเชื่อแบบเพนเทคอสต์ (Pentacostal) ซึ่งมีแนวศาสนศาสตร์เช่นเดียวกับแนวโปรเตสแต๊นท์อนุรักษ์ทั่ว ไป แต่เน้นว่า หลังรับเชื่อ คริสเตียนทุกคนยังสามารถมีประสบการณ์พิเศษกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งแสดงออกในการพูดภาษาแปลกๆ เรียกว่า “บัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์” ซึ่งก็ก่อให้เกิดข้อโต้แย้งกันในสังคมคริสตชนมากทีเดียว นอกจากนี้ยุคนี้ก็ัยังมีลัทธิเทียมเท็จเกิดขึ้นอีกมากมายเช่นกัน
หลักความเชื่อคริสตชนในสมัยโพสท์โมเดิร์นหรือหลังสมัยใหม่ (1951-ปัจจุบัน)
ตลอดมาจนมาถึงช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 ศาสนจักรคาทอลิกยังมองคริสเตียนโปรเตสแต๊นท์ว่าเป็นพวกเทียมเท็จ แต่เืมื่อมาถึงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ได้มีการแถลงการณ์ของวาติกันครั้งที่ 2 (Vatican II) ซึ่งเน้นการมุ่งรวมคริสตชนทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียวกัน (Ecumenism) โดยคาทอลิกได้เปลี่ยนท่าทีมาถือว่าโปรเตสแต๊นท์ไม่ถือว่าเป็น “พวกเทียมเท็จ” อีกต่อไปแต่ถือเป็น “พี่น้องที่แยกตัวไป” (seperated brethen) แม้ว่าคาทอลิกยังถือว่าคำสอนหลายอย่างของโปรเตสแต๊นท์ยังเป็น “เทียมเท็จ” อยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การถือว่าพระคัมภีร์เป็นหลักความเชื่อสูงสุดเพียงอันเดียว ความเชื่อเท่านั้นที่นำสู่ความรอด ไม่ถือปฏิบัติ 7 พิธี การปฏิเสธเรื่องบาทหลวง และการถือเรื่องการเป็นปุโรหิตหลวงเท่าเทียมกันของผู้เชื่อทุกคน
ส่วนในด้านศาสนศาสตร์ฝั่งของโปรเตสแต๊นท์ ได้เกิดศาสนศาสตร์แนวใหม่ๆ ขึ้นมา โดยอิงกับงานเขียนทางปรัชญาโพสท์โมเดิร์น เริ่มในช่วงต้นของทศวรรษ 1980 เนื้อหาของศาสนศาสตร์สมัยนี้ มีอยู่หลายแนว และมักไม่ได้มีหลักเกณฑ์ตายตัวแน่ชัด ศาสนศาสตร์บางแนวจะเน้นไปในทางการแสวงหาการรวมตัวของคริสตชนทุกนิกาย (Ecumenical Theology) บางแนวเน้นไปสู่เรื่องทางสังคม เช่น เรื่องสิทธิสตรี (Feminist Theology) การต่อสู้เพื่อคนยากจนและการสร้างความเป็นธรรมในสังคม (Liberation Theology) มีลัทธิเทียมเท็จใหม่ๆ เกิดขึ้นอีก อย่างไรก็ตามก็มีกระแสศาสนศาสตร์ที่้เน้นการกลับไปสู่แนวทางดั้งเดิมอย่าง เคร่งครัด และปฏิเสธแนวคิดอื่นอย่างสิ้นเชิง (Fundamentalism)
สรุป
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพคร่าวๆ ของพัฒนาการของหลักความเชื่อหรือศาสนศาสตร์ของคริสตชน ทุกวันนี้ศาสนศาสตร์ก็ยังคงไม่หยุดนิ่ง ของเดิมก็ยังอยู่ ของใหม่ก็เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ และทุกแนวก็ล้วนเชื่อว่าแนวของตนนั้นถูกต้องที่สุด ซึ่งย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ทุกแนวจะถูกไปหมด แนวความเชื่อแนวคำสอนที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจนย่อมต้องมีฝ่ายถูกและฝ่ายผิด
แต่ก็เป็นได้อีกว่าอาจจะผิดทั้งคู่ หรืออาจถูกส่วนเดียวทั้งคู่
มีหลายคำถามที่เราน่าจะคิดต่อจากจุดนี้ ก็คือ เราควรต้องทราบถึงวิธีที่จะวัดว่าหลักความเชื่อใดถูก ความเชื่อใดผิด?
และที่บอกว่าความเชื่อใดผิดนั้นผิดแค่ไหน ผิดเพียงแค่ “เพี้ยน” หรือในระดับที่เรียกว่า “เทียมเท็จ” หรือบางเรื่องก็อาจไม่ถือว่าผิด ถือว่าเป็นเรื่องที่เห็นต่างกันได้ ไม่มีใครผิด
นอกจากนี้ วิธีวัดถูกผิดที่ว่านี้ ก็ต้องถูกตรวจสอบด้วยว่า สามารถวัดได้ถูกต้องจริงหรือไม่? เป็นวิธีที่มีมาตรฐานเชื่อถือได้หรือไม่?
ไปจนถึงควรทราบว่า… เราควรปฏิบัติอย่างไรต่อผู้ที่อยู่ในหลักความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง หรือเชื่อต่างจากเรา?
นี่ก็เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องคุยกันต่อไป
(เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 28 เมษายน 2009)
14/01/2012 - 8:37 am
อยากทราบว่าลัทธิเทียมเท็จในศตวรรษ 18-19 มีลัทธิอะไรบ้างครับ
11/02/2012 - 11:18 pm
หลายครั้งและหลายเรื่อง คริสเตียนเราเพิ่มเข้าไปเอง เห็นได้จากการพัฒนาของศาสนศาตร์ที่ยังไม่หยุดนิ่ง นั้นหมายถึงอะไร?หมายความว่า เราที่อยู่ในปัจจุบันนี้มีความเข้าใจในพระคัมภีร์มากกว่าคริสเตียนในยุคแรกหรือ? ศาสนศาตร์แนะคับไม่ใช่วิทยาศาสตร์ ศาสนศาสตร์คือการเปิดเผยของพระเจ้า มันขึ้นอยู่กับว่าชีวิตของคุณถูกต้องและสอดคล้องกับพระคัมภีร์มากขนาดไหน?ไม่ใช่ เอาความเข้าใจของเราไปชี้ว่าคนอื่น ผิด ถูก เพี้ยน เทียมเท็จ นี้หรือคืองานของนักศาสนศาสตร์? ต้นไม้ดีย่อมให้ผลดี ต้นไม้เลวย่อมให้ผลเลว ทุกคนมีตาที่จะมองเห็นได้ว่าแต่ละคนเป็นต้นไม้ประเภทไหน?ดีหรือเลว และวันสุดท้ายพระเจ้าเป็นผู้ตัดสิน ความเห็นของผมคือ เราควรกับไปที่พระคัมภีร์ ตามบริบทของพระคัมภีร์ให้มากที่สุด ไม่ใช้อธิบายพระคัมภีร์ตามบริบทของเรา(ในช่วงเวลาของเรา)พระเยซูว่าอย่างไร?เปาโลว่าอย่างไร?อัครทูตอื่นพูดอย่างไร?นั้นควรจะเป็นศาสนศาตร์ที่เราควรเชื่อและยึดไว้