ข้อจำกัดของการเทศนา โดย ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์

 

ทุกครั้งที่เราฟังคำเทศนา หรือเป็นผู้เทศนา  เราควรถือว่านี่เป็นเวลาสำคัญ ที่พระเจ้ากำลังจะตรัสผ่านผู้เทศนาซึ่งก็ถือเป็นผู้รับใช้พระเจ้า  ผู้ฟังต้องฟังด้วยความตั้งใจและถ่อมใจพร้อมที่จะเชื่อฟัง   และผู้เทศน์ก็ต้องเทศน์ด้วยความถ่อมใจและยอมให้พระเจ้าตรัสผ่านอย่างแท้จริง

 

แต่ถึงกระนั้นเราก็ควรรู้เท่าทันเกี่ยวกับธรรมชาติของการเทศนาในบางแง่ เพื่อจะเห็นว่าโดยตัวธรรมชาติของการเทศนาเองก็มีข้อจำกัดอยู่หลายประการด้วย  (นี่ยังไม่พูดถึงข้อจำกัดของตัวผู้เทศนาแต่ละท่านซึ่งก็ย่อมมีอีก  มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป)   การรู้ถึงข้อจำกัดของการเทศนา จะช่วยทั้งผู้เทศนาและผู้ฟังให้เกิดความระมัดระวัง ไม่เทศนาผิดๆ และไม่รับฟังไปผิดๆ  ซึ่งก็จะก่อปัญหาให้แก่ทั้งตัวผู้เทศน์เอง แต่ที่แย่กว่าคือปัญหาที่จะเกิดแก่ผู้ฟังทั้งหลาย
ก่อนจะพูดถึงข้อจำกัดแต่ละข้อ  ต้องขอบอกผลปลายทางล่วงหน้าเสียก่อนว่า ข้อจำกัดต่างๆ ตามธรรมชาติของการเทศนามีผลทำให้บ่อยครั้งที่การเทศนาจะไม่ได้ให้ความรู้ที่แท้จริง  หรืออาจถึงกับให้ความรู้ที่ผิดพลาดได้เสียด้วยซ้ำ

 

ผู้เขียนขอนำเสนอข้อจำกัดของการเทศนา ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในวงวิชาการด้านนี้ ดังต่อไปนี้

preaching.gif1. การเทศนามีข้อจำกัดเรื่องเวลา  ไม่ว่าจะพูดหัวข้ออะไรก็มักจะต้องพยายามทำให้จบภายใน 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง  ทำให้ยากที่จะอธิบายหัวข้อนั้นได้อย่างละเอียดครอบคลุมเพียงพอ  จนอาจนำเสนอบางประเด็นผิวเผินเกินไปซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปผิดๆ ได้    นอกเสียจากว่าจะมีการขยายเวลา และทำเป็นหลายๆ ตอน  เพื่อให้ครอบคลุมประเด็นที่สำคัญ

2. การเทศนามีเป้าหมายหลักเพื่อการโน้มน้าวใจให้มีการตัดสินใจ  การนำเสนอข้อมูลก็จะเป็นแบบการสรุปข้อมูลรวบยอด    ไม่ได้มุ่งการให้ความรู้ ข้อมูล หรือข้อเท็จจริงในรายละเอียด ทุกแง่ทุกมุม หรือบอกที่มาที่ไปแสดงพัฒนาการเป็นขั้นๆ   ไม่สามารถทดแทนการสอนและฝึกภาคปฏิบัติได้   อีกทั้งการเทศนายังต้องเน้นให้คนตอบสนองด้วยการเชื่อฟัง  เน้นให้เกิดความรู้สึกร่วม  ไม่ใช่เน้นให้คิดวิเคราะห์จนเกิดความรู้ความเข้าใจที่แตกฉาน

3. การเทศนาเป็นการพูดทางเดียว และพูดคนเดียว   ไม่มีการถามตอบ  และไม่มีวิทยากรคนอื่นร่วมพูด  ต่างจากการอภิปราย  สามารถอธิบายเพิ่มเติมได้  เสริมได้  รวมทั้งโต้แย้งได้  หรือมองต่างมุมกันได้

4. การเทศนาเป็นการพูดต่อหน้าผู้ฟังแบบเผชิญหน้า   ทำให้ผู้เทศนามีแนวโน้มที่จะต้องเอาใจผู้ฟังเอาไว้ก่อน หรือสร้างความประทับใจต่อผู้ฟังเอาไว้ก่อน  จนยากที่จะยึดความจริงที่ตนเชื่ออยู่อย่างสมบูรณ์  เพราะไม่อยากสร้างความขัดเคืองใจกัน   รวมทั้งบางครั้งก็ต้องทำให้ผู้ฟังไม่หลับไว้ก่อน หรือต้องทำให้ผู้ฟังมีความหวังมีกำลังใจหรือสบายใจไว้ก่อนด้วย เป็นต้น   ซึ่งนี่จะไม่เหมือนกับการสื่อสารบางแบบ เช่นการเขียน หรือการอัดเสียง ที่ผู้นำเสนอไม่ต้องเผชิญหน้ากับผู้ฟังโดยตรง หรือแม้แต่ไม่ต้องเปิดเผยตัวจริง  ซึ่งจะช่วยให้สามารถนำเสนออะไรได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเกรงใจใคร หรือเอาใจใคร

5. ยิ่งกว่านั้นอีกคือ  เมื่อการเทศนาเป็นการพูดต่อหน้าผู้ฟัง  ผู้เทศน์ก็มักต้องประเมินว่า ผู้ฟังส่วนใหญ่เป็นคนกลุ่มไหน เพื่อจะได้เทศนาให้ตรงใจกับผู้ฟังส่วนใหญ่ไว้ก่อน  ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะการจะเทศนาให้ตอบสนองผู้ฟังทุกคนทุกกลุ่มได้อย่างจุใจเท่ากันหมดเป็นเรื่องยากมากจนถึงแทบเป็นไปไม่ได้   ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ หากผู้เทศนาเห็นว่าคนส่วนใหญ่ในกลุ่มผู้ฟังมีความเข้าใจเพียงผิวเผิน  ผู้เทศนาก็มีแนวโน้มที่จะให้ข้อเท็จจริงที่ผิวเผินด้วยเช่นกัน

6. การเทศนาเป็นการพูดสด  โอกาสนำเสนอผิดพลาดมีมาก แม้ว่าอาจจะมีการเตรียมมาก็ตาม  ในการนำเสนอในการประชุมหรือสัมนาที่สำคัญมากๆ  โดยเฉพาะที่เป็นทางการ  มักจะกำหนดให้ผู้พูดต้องเขียนและผ่านการแก้ไขครั้งแล้วครั้งเล่า มาอย่างละเอียดก่อน และบางครั้งถึงกับต้องอ่านตามที่เขียนมา  เพื่อป้องกันการผิดพลาดในลักษณะที่เรียกว่า “กลอนพาไป” หรือ “ตื่นเต้นจนพูดผิด” หรือ “พูดแล้วมัน  พูดเพลิน จนพูดเลยเถิด”

7. ในการเทศนาที่ผู้เทศน์เป็นผู้นำของคริสตจักรหรือองค์กร หรือเป็นบุคคลากรของคริสตจักรหรือองค์กร   เมื่อต้องเทศนากับคริสตจักรหรือองค์กรที่ตนทำงานอยู่  มักต้องคิดถึงผลประโยชน์ของตนที่มีอยู่กับคริสตจักรหรือองค์กร   หรือต้องคิดเรื่องสายการบังคับบัญชา     จนไม่ง่ายที่จะนำเสนอความจริงทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา  หรืออาจพูดได้่ว่าการพูดในสถานการณ์ที่ตนมีผลประโยชน์ทับซ้อนย่อมพูดความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ยาก

8. การเทศนามักกระทำในนามของพระเ้จ้า  บางครั้งผู้เทศนาบางท่านอาจฉวยโอกาสจากบทบาทนี้ โดยบอกว่าสิ่งที่เทศน์เป็นถ้อยคำที่มาจากพระเจ้าและได้รับการทรงนำจากพระเจ้า  (ซึ่งความจริงแล้วก็อาจจะมาจากพระเจ้าบางส่วน  แต่มนุษย์ก็อาจเติมเข้าไปเองบางส่วนด้วย  โดยเฉพาะในส่วนอธิบายและประยุกต์ฺใช้)    การบอกว่าเป็นถ้อยคำของพระเจ้าก็เท่ากับกำลังบอกว่าผู้ฟังต้องเชื่อถือและเชื่อฟังโดยปริยาย  ไม่อาจตั้งข้อสงสัยหรือถกเถียงได้   และบางครั้งก็เลยเถิดไปถึงจุดที่ว่า ผู้เทศน์รู้สึกว่าตนเอง “เป็นเสียงพระเจ้า” จริงๆ ซึ่งหมายความว่า ผิดไม่ได้ (inerrant) และวิจารณ์ไม่ได้ (untouchable) ยิ่งถ้าผู้คนยกย่องให้เกียรติมากๆ ด้วยแล้ว  ผู้เทศน์ก็จะยิ่งหลงตนจนเสียคน ลืมข้อเท็จจริง กลายเป็นพระเจ้าไปเลย  แล้วถ้าใครไปวิจารณ์ทักท้วงก็จะตอบโต้เขาด้วยข้อหา “กบฏ” (betrayer, treason) หรือ “ลบหลู่พระเจ้า (blasphemy) ไปเลย

9. และจากการที่การเทศนาถูกมองว่าเป็นการกระทำในนามพระเจ้า ผู้เทศน์จึงมักต้องแสดงความมั่นใจและความกล้าหาญในสิ่งที่ตนเองพูดอยู่เสมอ  ไม่ว่าตัวเองอาจจะรู้จริงรู้ไม่จริงอย่างไรก็ต้องแสดงอาการมั่นใจและกล้าหาญในการเทศนา  เพื่อใ้ห้สมกับเป็นเสียงจากพระเ้จ้า  ซึ่งก็อาจส่งผลทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกเชื่อมั่นตามไปด้วยความเข้าใจผิด
10. ผู้เทศนาที่ต้องเทศน์อยู่เสมอ เทศน์ทุกสัปดาห์  ก็ย่อมต้องเทศน์สารพัดเรื่องสารพัดหัวข้อ  ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่มีใครจะสามารถรู้จริงแตกฉานไปเสียทุกเรื่องทุกหัวข้อ   ผลคืออาจเทศน์ผิดในเรื่องที่ตนไม่รู้จริง   ในการเทศน์บางเรื่องผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นๆ ก็อาจไม่เห็นด้วย

11. บุคคลิกและลีลาของผู้เทศนาีมักมีผลต่อความรู้สึกเชื่อถือของผู้ฟังมากกว่าความถูกต้องของเนื้อหา   โดยหลักจิตวิทยาการพูด ทำให้เราทราบความจริงเรื่องหนึ่งคือ คนส่วนใหญ่เชื่อถือผู้พูดจากความประทับใจในบุคคลิกของผู้พูด มากกว่าที่จะคิดถึงความน่าเชื่อถือของเนื้อหา  ผลก็คือบ่อยครั้งที่บุคคลิกและลีลาที่น่าประทับใจของผู้เทศน์ทำให้ผู้ฟังเชื่อตามทั้งๆ ที่เนื้อหาคำเทศนาไม่ถูกต้อง

12. แง่มุมที่ผลักดันผู้เทศนาในการเทศน์ มีส่วนผสมของหลายอย่าง จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เนื้อหาถูกต้องเสมอ    ส่วนผสมที่ว่าเหล่านี้ได้แก่  1. ความเข้าใจในพระคัมภีร์ตามการตีความหมายของตัวผู้เทศน์  2. หลักศาสนศาสตร์ที่ตัวผู้เทศน์ยึดถือ  3. ทัศนคติและเป้าหมายที่ผู้เทศน์มีต่อผู้ฟัง   4. โลกทัศน์หรือความเข้าใจโลกของตัวผู้เทศน์   5. อื่นๆ เช่น สิ่งที่ผู้เทศน์อยากให้ผู้ฟังรู้สึกกับตัวผู้เทศน์เอง     สิ่งเหล่านี้ในตัวผู้เทศน์อาจถูกหรือผิดก็ได้   และอาจมีโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้  ถ้าสิ่งเหล่านี้ผิด เืนื้อหาคำเทศน์ก็จะผิดตาม

13. การเทศนาจะเน้นที่การประยุกต์ใช้ และการประยุกต์จะถูกหรือผิดก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจโลกของตัวผู้เทศน์ด้วย  เป็นไปได้ที่บางคร้งนักเทศน์อาจใช้พระคัมภีร์ถูกต้อง และมาิผิดตรงการประยุกต์ใช้  ยกตัวอย่างเช่น ผู้เทศน์อาจบอกว่า “เราต้องรักพระเ้จ้าด้วยสุดจิตสุดใจสุดกำลังสุดความคิด” แต่ประยุกต์ว่า “ฉะนั้นเราต้องเชื่อฟังผู้นำโดยไม่มีเงื่อนไข”  อย่างนี้จะเห็นได้ว่ายกพระคัมภีร์ถูก แต่ประยุกต์ใช้ผิด

14. การเทศนาในบางวิธีหรือบางแนว  ง่ายต่อการเทศน์ผิดหลักศาสนศาสตร์ ถ้าไม่ระวังให้ดี เช่น  การเทศนาแบบหัวข้อหรือแบบแม่บท  ที่มักอ้างพระคัมภีร์ข้อใดข้อหนึ่งและตีความพระคัมภีร์ตรงตามตัวอักษรโดยไม่คำนึงถึงบริบท(ท้องเรื่อง) เบื้องหลังประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม  และพัฒนาการทางหลักศาสนศาสตร์ วิธีนี้ผิดต่อหลักศาสนศาสตร์ของพระคัมภีร์ได้ง่ายมาก  แม้ว่าผู้เทศน์จะบอกว่ายกมาจากพระคัมภีร์ก็ตาม    นอกจากนี้การเทศนาแบบอรรถาธิบาย แม้ว่าจะมีการอธิบายท้องเรื่องพระคัมภีร์  แต่ก็สามารถผิดศาสนศาสตร์ได้ง่ายเช่นกัน  จากการที่อาจไม่ได้คิดถึงพัฒนาการทางศาสนศาสตร์ที่ัยังมีต่อไปอีก  รวมทั้งไม่ได้คิดถึงพระคัมภีร์ตอนอื่นที่อาจขัดแย้งกับตอนที่ใช้อรรถาธิบายอยู่นั้น
ถึงตรงนี้ ก็ย่อมจะมีคำถามตามมาแน่นอนว่า แล้วจะให้เราเลิกฟังเทศน์หรือเลิกเทศน์หรืออย่างไร?   ไม่ใช่  เราคงยังต้องฟังเทศนาและต้องเทศนากันอยู่แน่นอน  และคำเทศนาที่ดียอดเยี่ยมก็ยังคงมีอยู่แน่นอน  แต่สิ่งที่เราควรทำด้วยเมื่อเราจะเทศน์หรือฟังคำเทศนาก็คือ

1. เราต้องฟังเทศน์ด้วยใจถ่อมแต่ก็จำเป็นต้องไตร่ตรองไปด้วยว่าเนื้อหาคำเทศน์ถูกต้องและสมดุลตามหลักการตีความหมายพระคัมภีร์และหลักศาสนศาสตร์หรือไม่   ถ้าดีหมดก็ขอบคุณพระเจ้าและขอบคุณผู้เทศนาที่ทำหน้าที่อย่างยอดเยี่ยม  แต่หากพบว่ามีบางอย่างไม่ค่อยถูกต้อง ก็ควรกล้าที่จะไปถามหรือขอคำอธิบายเพิ่มเติมจากผู้เทศนา  และบางครั้งก็อาจจำเป็นต้องเสนอแนะท่านผู้เทศน์ด้วยความจริงใจและถ่อมใจ
ขณะเดียวกัน ผู้เทศนาเองก็จำเป็นต้องระัมัดระวังที่จะทำให้เนื้อหามีความถูกต้องและสมดุล ถูกหลักพระคัมภีร์ที่มีการตีความหมายอย่างถูกต้องและถูกหลักศาสนศาสตร์  อีกทั้งยอมรับฟังการประเมินหรือการวิจารณ์จากผู้อื่นด้วยใจถ่อมและใจเป็นธรรม
2. ทั้งผู้เทศนาและผู้ฟังเทศน์ต้องตระหนักว่า  นักเทศน์มีได้หลายๆ คน และพระเจ้าทรงใช้นักเทศน์ได้หลาย ๆ คน  และบ่อยครั้งที่นักเทศน์หลายคนเทศน์เรื่องเดียวกันในแง่มุมที่ไม่เหมือนกัน  และหลายครั้งก็แย้งกันเองก็มี    ผู้เทศน์เราจึงต้องยอมว่า พระเจ้าทรงนำำได้ทุกคน พระวิญญาณบริสุทธิ์สอนคริสเตียนทุกคน ให้สามารถสอนและเตือนสติซึ่งกันละกันได้   และบางครั้งเราต้องลองฟังนักเทศน์หลายๆ คนแล้วเปรียบเทียบกัน  และพิจารณาด้วยใจเป็นธรรมว่า คำสอนไหนถูกต้องจริงๆ
3. เราต้องตระหนักว่า การเทศนาไม่ได้เป็นช่องทางเดียวและช่องทางที่สมบูรณ์ที่สุดของการที่พระเจ้าจะสื่อสารกับเราประชากรของพระองค์    พระองค์สามารถสอนและสื่อสารกับเราด้วยวิธีอื่นได้ด้วยเช่นกัน  เช่น  การสอน  การเขียน  การอ่าน  การพูดคุยสนทนา  การถามตอบ(ปุจฉาวิสัชณา)  การอภิปราย  การสอนด้วยการลองฝึกปฏิบัติจริง  ที่มีการทำให้ดู  และมอบหมายให้ทำ   การดูงาน   การเป็นแบบอย่าง  หรือแม้แต่การสังเกตและการคิดวิเคราะห์เอาเอง    ในแง่ของสื่อที่พระเจ้าทรงใช้ก็มีหลายช่องทางเช่นกัน  ไม่ใช่เฉพาะต้องเรียนจากธรรมาสก์ในคริสตจักรเท่านั้น  เช่น ทางห้องเรียน  สัมมนา   หนังสือ  โรงเรียนพระคริสตธรรม  องค์กรพันธกิจ   เว็บไซต์   ซีดี เทป  การสัมภาษณ์ ฯลฯ
4. ผู้เทศน์ต้องไม่มุ่งที่จะสร้างความประทับใจแก่ผู้ฟังเป็นหลัก  แต่ต้องมุ่งหนุนนำให้ผู้ฟังบรรลุถึงพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างถูกต้องเป็นหลัก    ส่วนถ้าเขาจะประทับใจตัวผู้เทศน์ไปด้วยเรื่องนั้นก็เป็นเรื่องธรรมชาติ   ส่วนผู้ฟังก็ไม่ควรหลงยึดที่บุคคลิกหรือลีลาของผู้เทศนาจนลืมพิจารณาเนื้อหาคำเทศนาอย่างแท้จริง
5.และอย่าลืมว่าผู้เทศนามีหน้าที่ปริยายที่จะต้องทำตามสิ่งที่ตัวเองเทศน์ด้วย การสอนด้วยชีวิตสำคัญและมีน้ำหนักมากกว่าเพียงการสั่งสอนด้วยคำพูด  และการพูดนั้นก็ง่ายกว่าการกระทำมากทั้งหมดนี้เป็นข้อคิดว่า…เมื่อเราต้องเทศน์ จงเทศน์ด้วยความกล้าหาญ จริงใจ  แต่ก็ต้องตรวจสอบดีๆ ว่าที่เทศน์นั้นถูกรอบด้านแน่ไหม

 

และเมื่อต้องฟังเทศน์ครั้งไร ก็ให้ฟังด้วยใจถ่อม พร้อมเชื่อฟังถ้อยคำของพระเจ้า …แต่ก็อย่าลืมคิดและตรวจสอบไปด้วย   

 

สวัสดี

 

(โดย ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์    เผยแพร่ครั้งแรก 16 มิ.ย 2511)

อ่านเรื่องอื่นของผู้เขียน

 

ไม่พบข่าวที่เกี่ยวข้อง.

5 Responses to ข้อจำกัดของการเทศนา โดย ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์

  1. >AJ.Sonprint กล่าวว่า…

    เป็นเนื้อหาที่อยู่ในใจมาตลอด อยากบอกสมาชิกคริสตจักรให้รับรู้ ขอขอบคุณข่าวคริสตชน

  2. >น่าคิดจริงๆ เพิ่งเข้าใจอะไรหลายอย่าง

  3. >ใช่นะ ที่ผ่านมาได้แต่ฟังเทศน์ พอฟังไปนานๆ ก็ชักรู้สึกว่ามันซ้ำๆซากๆ เรื่องเดิม ไม่มีอะไรใหม่ ได้ความรู้น้อย น่าจะมีช่องทางอื่นเพิ่มความรู้ความเข้าใจด้วย

    …รู้สึกเหมือนกัน

  4. >บทความนี้ คม ชัด ลึก มากเลยค่ะ

  5. Aekkawat Khammark

    ชอบบทความนี้ครับ
    ขอบคุณครับ

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Connect with Facebook

*

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>