ข้อจำกัดของการเทศนา โดย ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์
1. การเทศนามีข้อจำกัดเรื่องเวลา ไม่ว่าจะพูดหัวข้ออะไรก็มักจะต้องพยายามทำให้จบภายใน 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ทำให้ยากที่จะอธิบายหัวข้อนั้นได้อย่างละเอียดครอบคลุมเพียงพอ จนอาจนำเสนอบางประเด็นผิวเผินเกินไปซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปผิดๆ ได้ นอกเสียจากว่าจะมีการขยายเวลา และทำเป็นหลายๆ ตอน เพื่อให้ครอบคลุมประเด็นที่สำคัญ
2. การเทศนามีเป้าหมายหลักเพื่อการโน้มน้าวใจให้มีการตัดสินใจ การนำเสนอข้อมูลก็จะเป็นแบบการสรุปข้อมูลรวบยอด ไม่ได้มุ่งการให้ความรู้ ข้อมูล หรือข้อเท็จจริงในรายละเอียด ทุกแง่ทุกมุม หรือบอกที่มาที่ไปแสดงพัฒนาการเป็นขั้นๆ ไม่สามารถทดแทนการสอนและฝึกภาคปฏิบัติได้ อีกทั้งการเทศนายังต้องเน้นให้คนตอบสนองด้วยการเชื่อฟัง เน้นให้เกิดความรู้สึกร่วม ไม่ใช่เน้นให้คิดวิเคราะห์จนเกิดความรู้ความเข้าใจที่แตกฉาน
3. การเทศนาเป็นการพูดทางเดียว และพูดคนเดียว ไม่มีการถามตอบ และไม่มีวิทยากรคนอื่นร่วมพูด ต่างจากการอภิปราย สามารถอธิบายเพิ่มเติมได้ เสริมได้ รวมทั้งโต้แย้งได้ หรือมองต่างมุมกันได้
4. การเทศนาเป็นการพูดต่อหน้าผู้ฟังแบบเผชิญหน้า ทำให้ผู้เทศนามีแนวโน้มที่จะต้องเอาใจผู้ฟังเอาไว้ก่อน หรือสร้างความประทับใจต่อผู้ฟังเอาไว้ก่อน จนยากที่จะยึดความจริงที่ตนเชื่ออยู่อย่างสมบูรณ์ เพราะไม่อยากสร้างความขัดเคืองใจกัน รวมทั้งบางครั้งก็ต้องทำให้ผู้ฟังไม่หลับไว้ก่อน หรือต้องทำให้ผู้ฟังมีความหวังมีกำลังใจหรือสบายใจไว้ก่อนด้วย เป็นต้น ซึ่งนี่จะไม่เหมือนกับการสื่อสารบางแบบ เช่นการเขียน หรือการอัดเสียง ที่ผู้นำเสนอไม่ต้องเผชิญหน้ากับผู้ฟังโดยตรง หรือแม้แต่ไม่ต้องเปิดเผยตัวจริง ซึ่งจะช่วยให้สามารถนำเสนออะไรได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเกรงใจใคร หรือเอาใจใคร
5. ยิ่งกว่านั้นอีกคือ เมื่อการเทศนาเป็นการพูดต่อหน้าผู้ฟัง ผู้เทศน์ก็มักต้องประเมินว่า ผู้ฟังส่วนใหญ่เป็นคนกลุ่มไหน เพื่อจะได้เทศนาให้ตรงใจกับผู้ฟังส่วนใหญ่ไว้ก่อน ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะการจะเทศนาให้ตอบสนองผู้ฟังทุกคนทุกกลุ่มได้อย่างจุใจเท่ากันหมดเป็นเรื่องยากมากจนถึงแทบเป็นไปไม่ได้ ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ หากผู้เทศนาเห็นว่าคนส่วนใหญ่ในกลุ่มผู้ฟังมีความเข้าใจเพียงผิวเผิน ผู้เทศนาก็มีแนวโน้มที่จะให้ข้อเท็จจริงที่ผิวเผินด้วยเช่นกัน
7. ในการเทศนาที่ผู้เทศน์เป็นผู้นำของคริสตจักรหรือองค์กร หรือเป็นบุคคลากรของคริสตจักรหรือองค์กร เมื่อต้องเทศนากับคริสตจักรหรือองค์กรที่ตนทำงานอยู่ มักต้องคิดถึงผลประโยชน์ของตนที่มีอยู่กับคริสตจักรหรือองค์กร หรือต้องคิดเรื่องสายการบังคับบัญชา จนไม่ง่ายที่จะนำเสนอความจริงทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา หรืออาจพูดได้่ว่าการพูดในสถานการณ์ที่ตนมีผลประโยชน์ทับซ้อนย่อมพูดความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ยาก
8. การเทศนามักกระทำในนามของพระเ้จ้า บางครั้งผู้เทศนาบางท่านอาจฉวยโอกาสจากบทบาทนี้ โดยบอกว่าสิ่งที่เทศน์เป็นถ้อยคำที่มาจากพระเจ้าและได้รับการทรงนำจากพระเจ้า (ซึ่งความจริงแล้วก็อาจจะมาจากพระเจ้าบางส่วน แต่มนุษย์ก็อาจเติมเข้าไปเองบางส่วนด้วย โดยเฉพาะในส่วนอธิบายและประยุกต์ฺใช้) การบอกว่าเป็นถ้อยคำของพระเจ้าก็เท่ากับกำลังบอกว่าผู้ฟังต้องเชื่อถือและเชื่อฟังโดยปริยาย ไม่อาจตั้งข้อสงสัยหรือถกเถียงได้ และบางครั้งก็เลยเถิดไปถึงจุดที่ว่า ผู้เทศน์รู้สึกว่าตนเอง “เป็นเสียงพระเจ้า” จริงๆ ซึ่งหมายความว่า ผิดไม่ได้ (inerrant) และวิจารณ์ไม่ได้ (untouchable) ยิ่งถ้าผู้คนยกย่องให้เกียรติมากๆ ด้วยแล้ว ผู้เทศน์ก็จะยิ่งหลงตนจนเสียคน ลืมข้อเท็จจริง กลายเป็นพระเจ้าไปเลย แล้วถ้าใครไปวิจารณ์ทักท้วงก็จะตอบโต้เขาด้วยข้อหา “กบฏ” (betrayer, treason) หรือ “ลบหลู่พระเจ้า (blasphemy) ไปเลย
11. บุคคลิกและลีลาของผู้เทศนาีมักมีผลต่อความรู้สึกเชื่อถือของผู้ฟังมากกว่าความถูกต้องของเนื้อหา โดยหลักจิตวิทยาการพูด ทำให้เราทราบความจริงเรื่องหนึ่งคือ คนส่วนใหญ่เชื่อถือผู้พูดจากความประทับใจในบุคคลิกของผู้พูด มากกว่าที่จะคิดถึงความน่าเชื่อถือของเนื้อหา ผลก็คือบ่อยครั้งที่บุคคลิกและลีลาที่น่าประทับใจของผู้เทศน์ทำให้ผู้ฟังเชื่อตามทั้งๆ ที่เนื้อหาคำเทศนาไม่ถูกต้อง
12. แง่มุมที่ผลักดันผู้เทศนาในการเทศน์ มีส่วนผสมของหลายอย่าง จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เนื้อหาถูกต้องเสมอ ส่วนผสมที่ว่าเหล่านี้ได้แก่ 1. ความเข้าใจในพระคัมภีร์ตามการตีความหมายของตัวผู้เทศน์ 2. หลักศาสนศาสตร์ที่ตัวผู้เทศน์ยึดถือ 3. ทัศนคติและเป้าหมายที่ผู้เทศน์มีต่อผู้ฟัง 4. โลกทัศน์หรือความเข้าใจโลกของตัวผู้เทศน์ 5. อื่นๆ เช่น สิ่งที่ผู้เทศน์อยากให้ผู้ฟังรู้สึกกับตัวผู้เทศน์เอง สิ่งเหล่านี้ในตัวผู้เทศน์อาจถูกหรือผิดก็ได้ และอาจมีโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้ ถ้าสิ่งเหล่านี้ผิด เืนื้อหาคำเทศน์ก็จะผิดตาม
13. การเทศนาจะเน้นที่การประยุกต์ใช้ และการประยุกต์จะถูกหรือผิดก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจโลกของตัวผู้เทศน์ด้วย เป็นไปได้ที่บางคร้งนักเทศน์อาจใช้พระคัมภีร์ถูกต้อง และมาิผิดตรงการประยุกต์ใช้ ยกตัวอย่างเช่น ผู้เทศน์อาจบอกว่า “เราต้องรักพระเ้จ้าด้วยสุดจิตสุดใจสุดกำลังสุดความคิด” แต่ประยุกต์ว่า “ฉะนั้นเราต้องเชื่อฟังผู้นำโดยไม่มีเงื่อนไข” อย่างนี้จะเห็นได้ว่ายกพระคัมภีร์ถูก แต่ประยุกต์ใช้ผิด
14. การเทศนาในบางวิธีหรือบางแนว ง่ายต่อการเทศน์ผิดหลักศาสนศาสตร์ ถ้าไม่ระวังให้ดี เช่น การเทศนาแบบหัวข้อหรือแบบแม่บท ที่มักอ้างพระคัมภีร์ข้อใดข้อหนึ่งและตีความพระคัมภีร์ตรงตามตัวอักษรโดยไม่คำนึงถึงบริบท(ท้องเรื่อง) เบื้องหลังประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม และพัฒนาการทางหลักศาสนศาสตร์ วิธีนี้ผิดต่อหลักศาสนศาสตร์ของพระคัมภีร์ได้ง่ายมาก แม้ว่าผู้เทศน์จะบอกว่ายกมาจากพระคัมภีร์ก็ตาม นอกจากนี้การเทศนาแบบอรรถาธิบาย แม้ว่าจะมีการอธิบายท้องเรื่องพระคัมภีร์ แต่ก็สามารถผิดศาสนศาสตร์ได้ง่ายเช่นกัน จากการที่อาจไม่ได้คิดถึงพัฒนาการทางศาสนศาสตร์ที่ัยังมีต่อไปอีก รวมทั้งไม่ได้คิดถึงพระคัมภีร์ตอนอื่นที่อาจขัดแย้งกับตอนที่ใช้อรรถาธิบายอยู่นั้น
ถึงตรงนี้ ก็ย่อมจะมีคำถามตามมาแน่นอนว่า แล้วจะให้เราเลิกฟังเทศน์หรือเลิกเทศน์หรืออย่างไร? ไม่ใช่ เราคงยังต้องฟังเทศนาและต้องเทศนากันอยู่แน่นอน และคำเทศนาที่ดียอดเยี่ยมก็ยังคงมีอยู่แน่นอน แต่สิ่งที่เราควรทำด้วยเมื่อเราจะเทศน์หรือฟังคำเทศนาก็คือ
5.และอย่าลืมว่าผู้เทศนามีหน้าที่ปริยายที่จะต้องทำตามสิ่งที่ตัวเองเทศน์ด้วย การสอนด้วยชีวิตสำคัญและมีน้ำหนักมากกว่าเพียงการสั่งสอนด้วยคำพูด และการพูดนั้นก็ง่ายกว่าการกระทำมากทั้งหมดนี้เป็นข้อคิดว่า…เมื่อเราต้องเทศน์ จงเทศน์ด้วยความกล้าหาญ จริงใจ แต่ก็ต้องตรวจสอบดีๆ ว่าที่เทศน์นั้นถูกรอบด้านแน่ไหม
สวัสดี
ไม่พบข่าวที่เกี่ยวข้อง.


คริสตจักรเครือข่ายบ้าน
สถาบันพัฒนาผู้นำคริสเตียน
20/06/2011 - 1:12 pm
>AJ.Sonprint กล่าวว่า…
เป็นเนื้อหาที่อยู่ในใจมาตลอด อยากบอกสมาชิกคริสตจักรให้รับรู้ ขอขอบคุณข่าวคริสตชน
20/06/2011 - 2:52 pm
>น่าคิดจริงๆ เพิ่งเข้าใจอะไรหลายอย่าง
21/06/2011 - 12:34 pm
>ใช่นะ ที่ผ่านมาได้แต่ฟังเทศน์ พอฟังไปนานๆ ก็ชักรู้สึกว่ามันซ้ำๆซากๆ เรื่องเดิม ไม่มีอะไรใหม่ ได้ความรู้น้อย น่าจะมีช่องทางอื่นเพิ่มความรู้ความเข้าใจด้วย
…รู้สึกเหมือนกัน
04/07/2011 - 9:36 am
>บทความนี้ คม ชัด ลึก มากเลยค่ะ
16/01/2012 - 12:46 pm
ชอบบทความนี้ครับ
ขอบคุณครับ